ความรู้เกี่ยวกับไรฝุ่น

รู้จักกับไรฝุ่น

  • ตัวไรฝุ่นเป็นสัตว์ที่มี 8 ขา ตระกูลเดียวกับแมงมุมและเห็บ ตัวไรฝุ่นมีขนาดเล็ก 0.3 ม.ม. ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
  • ชอบอาศัยอยู่ในบ้านของเรา ขนาดของไรฝุ่นจะวัดได้ 1 ส่วน ชอบอากาศร้อนชื้น (อุณหภูมิมากกว่า 70 องศาฟาเรนไฮด์ ความชื้นสัมพัทธ์ 75-80%)
  • ไรฝุ่น 1 ตัวมีชีวิตอยู่รอดได้ 30 วัน
  • ไรฝุ่นตัวเมียจะวางไข่ได้ครั้งละ 25-30 ฟอง

วงจรชีวิตไรฝุ่น

lifecycle

100 ของความยาวที่เป็นนิ้ว ซึ่งเทียบแล้วคือเล็กกว่าปากกาที่จุดลงบนกระดาษ

ไรฝุ่นกินอะไรเป็นอาหาร อาหารของตัวไรฝุ่น คือ เซลล์ผิวหนังของคนและสัตว์เลี้ยงที่หลุดลอกออกมา ผิวหนังของคนนั้นโดยทั่วไปจะหลุดลอกวันละประมาณ 1.5 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่มากพอที่จะเลี้ยงตัวไรฝุ่นให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี นอกจากอาหารที่ได้จากคน ไรฝุ่นยังอาศัยพวกใยผ้าและขนสัตว์กินเป็นอาหารได้ด้วย

ตัวไรฝุ่นไม่มีตาที่มองเห็น และไม่มีระบบหายใจ ตัวไรฝุ่นชอบอยู่ในที่อุ่น ชื้น และเต็มไปด้วยฝุ่นละออง อุปกรณ์การนอน เช่น หมอนหนุน ที่นอน พรม และเฟอร์นิเจอร์ผ้า เป็นสถานที่ที่ดีอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวไรฝุ่น ตัวไรฝุ่นจะปล่อยมูลของเสียของมันออกมาประมาณวันละ 20 ก้อน และสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการสืบพันธุ์ของพวกมัน คือ ที่นอนที่มีความอบอุ่น ชื้น และมืดของเรานั่นเอง ไรฝุ่นเพศเมียจะวางไข่วันละ 60-100 ฟอง

พบเจอตัวไรฝุ่นง่ายๆ ได้ที่ไหนบ้าง
ที่ไหนที่มีคนและสัตว์ มีความอุ่น มีอุณหภูมิความชื้นพอเหมาะที่ระดับ 60 % ที่นั่นคือที่อยู่อาศัยของไรฝุ่น ตัวไรฝุ่นชอบอยู่ในที่ที่ดังต่อไปนี้เป็นที่สุด กล่าวคือ ที่นอน เฟอร์นิเจอร์ทำจากวัสดุเส้นใยผ้า พรมปูห้อง พรมปูพื้น ผ้านวม หมอน ตุ๊กตาของเล่นที่ทำจากผ้า และทุกอย่างที่มีเส้นใยผ้ามาเกี่ยวข้องด้วย

โดยเฉลี่ยแล้ว เตียงนอน 1 เตียง สามารถเลี้ยงดูตัวไรฝุ่นได้หลายล้านตัว พวกเราใช้เวลานอนบนที่นอนกันประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งผิวของเราได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดและยาวนานกับมูลของไรฝุ่นที่มีสารทำให้เกิดภูมิแพ้

มีรายงานเกี่ยวกับตัวไรฝุ่นทั่วโลก ซึ่งสายพันธุ์จำนวน 13 สายพันธุ์เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ไรฝุ่นมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 30 วัน และตัวเมียวางไข่วันละ 1 ฟอง จำนวนของตัวไรฝุ่นจะเพิ่มมากที่สุดในช่วงฤดูร้อนในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นและลดจำนวนลงเหลือน้อยที่สุดในช่วงฤดูหนาว

ตัวไรฝุ่นก็เหมือนกับสัตว์ที่เป็นพาหะของโรค จะแพร่กระจายอย่างดีในสภาพบ้านที่อากาศถ่ายเทไม่ดีและตัวไรฝุ่นก็อาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ใหญ่ขาดงาน เด็กๆ ขาดเรียน เนื่องจากแพ้มูลของมัน ทำให้เกิดอาการจามอย่างหนัก เกิดปฎิกิริยากระตุ้นภูมิแพ้ มีการคันตามผิวหนัง น้ำตาไหล ไอ เวียนศีรษะ หมดแรง หายใจไม่สะดวก และมีปัญหาระบบย่อยอาหาร

ตัวไรฝุ่นทำให้เกิดโรคภูมิแพ้อย่างไร
คนที่แพ้ไรฝุ่น หมายถึง คนที่มีปฎิกิริยาต่อโปรตีนในตัวและในมูลของไรฝุ่น ภูมิแพ้ไรฝุ่นคือ ปฎิกิริยาที่ไวต่อโปรตีนของตัวไรฝุ่นที่ตายแล้ว โปรตีนดังกล่าวจะมีผลเสียต่อทางเดินหายใจทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบรุนแรงและโรคหอบหืด และยังทำให้คนที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคผิวหนังอักเสบมีอาการของโรคมากขึ้น

ตัวไรฝุ่นที่ตายจะมีจำนวนโปรตีนจำนวนมาก เมื่อเราสูดลมหายใจเข้าไปหรือผิวหนังของเราสัมผัสกับตัวไรฝุ่นที่ตาย ร่างกายของเราก็จะสร้างภูมิต้านทาน (antibodies) ขึ้นมา ภูมิต้านทานนี้จะปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า ฮีสตามีน ซึ่งทำให้เกิดการบวมและการระคายเคืองของทางเดินหายใจตอนต้น นั่นก็คืออาการของโรคทางเดินหายใจอักเสบและโรคหอบหืด และภูมิแพ้นี้ยังสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย
สารก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่นอาจเป็นสาเหตุของโรคต่อไปนี้
โรคทางเดินหายใจอักเสบตลอดปี
โรคตาอักเสบ (ตาระคายเคือง)
โรคจมูกอักเสบ (น้ำมูกไหลและมีการจาม)
โรคหอบหืด (ไอและมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ) , โรคหอบหืดในระยะต่อไป
โรคผิวหนังอักเสบ (ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น มีผื่นแดงและคัน)
โรคปวดศีรษะ
โรคผื่นคัน

การควบคุมตัวไรฝุ่นในห้องนอน
คนเราใช้เวลาอยู่ในห้องนอนมากกว่าสถานที่อื่นๆ สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่นนั้นเป็นเรื่อง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการลดฝุ่นในห้องนอนลง ทั้งนี้ตัวไรฝุ่นจะเติบโตได้อย่างดีในที่นอน หมอน และเครื่องนอนที่ใช้อยู่ ต่อไปนี้เป็นวิธีการที่ได้ผลในการลดไรฝุ่นในห้องนอน :
ใช้วัสดุที่เป็นไม้ปูพื้น และยกเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยผ้าออกไป
คลุมที่นอน หมอน ด้วยผ้าคลุมพลาสติก (หรือผ้าคลุมป้องกันไรฝุ่น)
ซักผ้าปูที่นอนและผ้าห่มทุกๆ 2-4 สัปดาห์ในน้ำร้อน
เช็ดทำความสะอาดบานเกล็ดม่าน และถูพื้นด้วยผ้าชื้นทุกๆ สัปดาห์
นำของเล่น สมุดหนังสือ และสัตว์สตั๊ฟออกนอกห้อง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>