ความรู้เกี่ยวกับหนู

1. ความหมายของสัตว์แทะ (Rodents)
          สัตว์แทะ (Rodents) หมายถึงสัตว์สี่เท้าที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีฟันหน้า 2 คู่ (ฟันบน 2 ฟันล่าง 2) มีลักษณะโค้งยื่น เพื่อใช้สำหรับกัดหรือแทะสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ฟันหน้าซึ่งสามารถเจริญยาวได้ตลอดชีวิตของมัน มีขนาดสั้นพอเหมาะและคมอยู่เสมอ สัตว์แทะที่มีความสำคัญทางสาธารณสุขและการเกษตร คือ หนู (rat, mouse)

2. การจำแนกชนิดของหนู
          หนูเป็นสัตว์แทะ (rodent) สามารถแบ่งตามลักษณะนิสัยการหากินอาหารและที่อยู่อาศัยเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆดังนี้

2.1 Domestic rodents หมายถึง สัตว์แทะพวกหนูที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนที่พักอาศัยคนกินอาหารและทำรังอาศัยอยู่ในบ้านเรือน เช่น หนูท้องขาว (Roof rat, Rattus rattus) หนูหริ่งบ้าน (House mouse , Mus musculus)
2.2 Commensal rodents หมายถึง สัตว์แทะพวกหนูที่อาศัยกินอาหารในอาคารบ้านเรือน แต่ไม่ได้ทำรังอาศัยอยู่ในบ้านเรือน ส่วนมากจะขุดรูหรือทำรังอาศัยอยู่รอบๆบริเวณอาคารบ้านเรือน ตัวอย่างเช่น หนูท่อหรือหนูนอร์เวย์ (Norway rat or Brown rat , Rattus norvegicus)
2.3 Field rodents หมายถึง สัตว์แทะพวกหนูที่อาศัยหากินอาหารอยู่ในไร่นาโดยขุดรู และทำรังอยู่ในดิน เช่น หนูพุกใหญ่ (Great bandicoot, Bandicata indica) หนูพุกเล็ก (Lesser bandicoot, Bandicota savilei)
2.4 Wild rodents หมายถึง สัตว์แทะพวกหนูที่อาศัยอยู่ในป่าและหากินในป่า ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับคนโดยตรง เช่น หนูผีหางยาวฟันแดง (Red – toothed shrew, Soriculus salenskii) หนูผีป่าขนยาวเหนือ (Dracula shrew, Crocidura dracula) หรือหนูฟันแทะขาวเล็ก (Lesser white-toohed rat, Rattus berdmori)

แต่ที่พบมากและมีความสำคัญ ได้แก่ หนูที่อาศัยทำรังและหากินอยู่ในบ้านพักอาศัยของมนุษย์ หรือที่เรานิยมเรียกว่า ” หนูบ้าน ” มี 4 ชนิด ดังนี้

1. หนูสีน้ำตาลหรือหนูนอร์เวย์ (Rattus norvegicus) บางครั้งเรียกว่า ” หนูขยะ หนูท่อ ” หนูชนิดนี้เป็นหนูที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีน้ำหนักตัว 300-350 กรัม ขนาดลำตัวจนถึงหัวยาว 180-250 มิลลิเมตร หางยาวประมาณ 150-220 มิลลิเมตร เท้าหลังยาวประมาณ 35-40 มิลลิเมตร หูยาวประมาณ 17-23 มิลลิเมตร แถวฟันกรามยาวประมาณ 7.5 มิลลิเมตร มีเต้านมรวม 6 คู่ อยู่ที่อก 3 คู่ และท้อง 3 คู่ ลักษณะขนหยาบ มีสีน้ำตาลปนเทา ท้องสีเทา จมูกทู่ ใบหูเล็ก ตาเล็ก หางสั้นมี 2 สี ด้านบนสีดำ ด้านล่างสีจาง มีเกล็ดหยาบๆที่หาง และด้านบนของเท้าหลังมีสีขาว ถิ่นที่อยู่อาศัย มักอาศัยตามรู ตามท่อน้ำ ใต้ถุนตึกหรือบ้านเรือน บริเวณกองขยะมูลฝอย ไม่ชอบขึ้นที่สูง การแพร่พันธุ์ ออกลูกปีละ 4-7 ครอก ลูกครอกหนึ่งมีจำนวน 8-12 ตัว ระยะทางออกหากิน 100-150 ฟุต ลักษณะมูลของหนูชนิดนี้มีขนาดใหญ่คล้ายแคปซูลยาวประมาณ 3/4 นิ้ว ภาพที่ 5.16

2. หนูท้องขาว (Rattus rattus) บางครั้งเรียกว่า “ หนูหลังคา ” (Roof Rat) หนูชนิดนี้เป็นหนูที่มีขนาดปานกลาง มีน้ำหนักตัว 90-250 กรัม บางตัวอาจมีน้ำหนักถึง 360 กรัม ขนาดลำตัวจนถึงหัวยาว 182 มิลลิเมตร หางยาวประมาณ 188 มิลลิเมตร เท้าหลังยาวประมาณ 33 มิลลิเมตร หูยาวประมาณ 23 มิลลิเมตร แถวฟันกรามยาวประมาณ 7.5 มิลลิเมตร มีเต้านมรวม 5-6 คู่ อยู่ที่อก 2 คู่ ( บางครั้งพบ 3 คู่ ) และท้อง 3 คู่ ลักษณะรูปร่าง ขนด้านหลังมีสีน้ำตาล ( ฐานขนสีเทาปลายสีน้ำตาล ) ลักษณะคล้ายหนาม (spine) ขนส่วนท้องมีสีขาวปนเทาหรือเหลืองครีม จมูกแหลม ใบหูใหญ่ หางมีสีดำและมีเกล็ดละเอียดตลอดหาง ถิ่นที่อยู่อาศัย ภายในบ้านเรือนและตามต้นไม้ มีความสามารถในการปีนป่ายเก่ง กินอาหารได้ทุกชนิด การแพร่พันธุ์ ออกลูกปีละ 4-6 ครอก ครอกหนึ่งมี 6-8 ตัว ระยะทางออกหากิน 100-150 ฟุต ลักษณะมูลของหนูชนิดนี้เป็นรูปกระสวย ปลายแหลม ความยาวไม่เกิน 1/2 นิ้ว ภาพที่ 5. 17

3. หนูจี๊ด (Rattus exulans) หนูชนิดนี้เป็นหนูที่มีขนาดเล็ก มีน้ำหนักตัว 36 กรัม ขนาดลำตัวจนถึงหัวยาว 115 มิลลิเมตร หางยาวประมาณ 128 มิลลิเมตร เท้าหลังยาวประมาณ 23 มิลลิเมตร หูยาวประมาณ 16 มิลลิเมตร แถวฟันกรามยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร มีเต้านมรวม 4 คู่ อยู่ที่อก 2 คู่ และท้อง 2 คู่ ลักษณะรูปร่าง ขนด้านหลังมีสีน้ำตาล มีลักษณะอ่อนนุ่ม มีขนแข็ง (spine) แซมบ้างเล็กน้อย ขนส่วนท้องมีสีเทา หางมีสีดำ เรียบไม่มีเกล็ด ถิ่นที่อยู่อาศัย ภายในบ้านเรือน มีความสามารถในการปีนป่ายเก่งเหมือนหนูท้องขาว กินอาหารได้ทุกชนิด เวลาออกหากินในเวลากลางคืนจะส่งเสียงร้องจี๊ดๆ ภาพที่ 5. 18

4. หนูหริ่ง, หนูผี (Mus musculus) บางครั้งเรียกว่า House mouse หนูชนิดนี้เป็นหนูที่มีขนาดเล็กที่สุด มีน้ำหนักตัวเพียง 10-15 กรัม ขนาดลำตัวจนถึงหัวยาว 74 มิลลิเมตร หางยาวประมาณ 79 มิลลิเมตร เท้าหลังยาวประมาณ 16 มิลลิเมตร หูยาวประมาณ 12 มิลลิเมตร แถวฟันกรามยาวประมาณ 3.4 มิลลิเมตร มีเต้านมรวม 5 คู่ อยู่ที่อก 3 คู่ และท้อง 2 คู่ ลักษณะรูปร่าง ขนด้านหลังมีสีเทาบางครั้งมีสีน้ำตาลปน ลักษณะอ่อนนุ่ม ขนส่วนท้องมีสีขาว หางมี 2 สี ด้านบนสีดำส่วนด้านล่างมีสีจางกว่า ถิ่นที่อยู่อาศัย ภายในบ้านเรือน มักหลบซ่อนตามตู้ โต๊ะ ที่เก็บของ ตามช่อง ฝาผนัง ตามครัว กินอาหารได้ทุกชนิด แต่ที่ชอบมากได้แก่เมล็ดพืช และข้าว การแพร่พันธุ์ ออกลูกปีละ 8 ครอก ลูกครอกหนึ่งมี 5-6 ตัว ระยะทางออกหากิน 10-30 ฟุต ลักษณะมูลของหนูชนิดนี้มีขนาดเล็ก กลมยาว ปลายแหลม ความยาวประมาณ 1/8 นิ้ว ภาพที่ 5. 19


ภาพที่ 5. 16 หนูสีน้ำตาลระยะตัวเต็มวัย


ภาพที่ 5. 17 หนูท้องขาวระยะตัวเต็มวัย


ภาพที่ 5. 18 หนูจี๊ดระยะตัวเต็มวัย


ภาพที่ 5. 19 หนูหริ่งระยะตัวเต็มวัย

          3. ความสำคัญของหนู

หนูเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญๆมาสู่มนุษย์หลายชนิด ได้แก่
3.1 ไข้รากสาดหนู ( Murine typhus fever) เกิดจากเชื้อริคเค็ทเซีย ( Rickettsia mooseri ) ที่ถ่ายออกมากับมูลของหมัดหนู ( Xenopsylla cheopis )
3.2 กาฬโรค (Plague) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ( Yersinia pestis ) ถ่ายทอดมาสู่คนโดยถูกหมัดหนูกัด
3.3 โรคเลบโตสไปโรซิส ( Leptospirosis,Weil’s disease) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย spirochete ชนิด Leptospira icterohemorrhagiare ซึ่งออกมากับปัสสาวะหนูลงในน้ำหรือแหล่งน้ำต่างๆ
3.4 ไข้หนูกัด ( Rat-bite fever) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิด Spirillumminus และ Streptobacillus moniformis ซึ่งพบอยู่ที่ฟันคู่หน้าและเหงือกของหนู ถ่ายทอดมาสู่คนโดยถูกหนูกัด
3.5 Salmonellosis เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิด Salmonella typhimurium และ S. enteritidis ออกมากับอุจจาระของหนูแล้วปนเปื้อนอาหาร
3.6 Rickettsia akari ถ่ายทอดทำให้เกิดโรคในคนโดยไร ( Allodermanyssus sanguieus ) ที่มีเชื้อซึ่งอาศัยอยู่บนหนูหริ่งบ้าน ( house mose) กัด
3.7 Lymphocytic choriomeningitis โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีหนูหริ่งเป็นแหล่งพักโรค ถ่ายทอดโดยการกินอาหารที่ปนเปื้อนปัสสาวะหรือมูลหนูที่มีเชื้อไวรัสนี้
3.8 โรคพยาธิต่างๆ ( Parasitic diseases) เช่น เกิดโรคพยาธิตัวตืด ( tap worm) 2 ชนิดคือ Hymenolepis diminuta และ H . nana คนเป็นโรคพยาธิ 2 ชนิดนี้โดยกินอาหารที่ปนเปื้อนมูลหนูซึ่งมีไข่พยาธินี้เข้าไปนอกจากนี้พยาธิตัวกลม ( round worm) ชนิด Angiostrongylus cantonensis ซึ่งเป็นโรคพยาธิปอดหนูนั้นก็ถ่ายทอดมายังคนได้โดยคนไปกินหอยโข่ง ( Pila spp.) ดิบที่มีพยาธิอยู่ เนื่องมาจากหอยโข่งไปกินมูลของหนูที่มีไข่พยาธิเข้าไป

นอกจากโรคทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น หนูยังเป็นพาหะนำโรคอื่นๆมาสู่คนได้อีก อาทิ Tularemia, Rocky Mountain Spotted Fever , Q-fever หรือ Trichinosis เป็นต้น

5.2.2 การควบคุมและกำจัดหนู

หนูเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างฉลาดและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี วิธีป้องกันและกำจัดให้ได้ผลดี ต้องอาศัยหลักวิชาการและปราบอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลักการ คือ
1.1 ควรทำการป้องกัน โดยการปรับปรุงสภาพสุขาภิบาลในบ้านเรือน เพื่อเป็นการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของหนู
1.2 จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะหนูเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว
1.3 การปราบหนูต้องอาศัยความร่วมมือกันทุกด้าน เช่น ภายในชุมชนนั้น ทุกบ้านจะต้องปราบหนูร่วมกัน
1.4 พื้นที่ในการปราบจะต้องกว้างขวาง เนื่องจากหนูเคลื่อนย้ายได้เร็วมากและหากินได้ไกล
1.5 ควรรักษาบ้านเรือน ชุมชนให้สะอาดอยู่เสมอ

หลักการควบคุมและกำจัดหนู แบ่งเป็น 2 วิธีคือ

1. การปรับปรุงด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม เป็นการป้องกันหรือกำจัดที่พักอาศัยของหนู ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการควบคุมหนูแบบถาวร ตัวอย่างเช่น
1.1 การป้องกันมิให้หนูเข้าสู่อาคารที่พักอาศัย อาคารที่สามารถป้องกันมิให้หนูเข้าได้นั้น จะต้องไม่มีช่องหรือทางเปิดอื่นใด พอที่หนูจะเข้าไปได้
1.2 ปิดหรืออุดทางหนูเข้าออก เมื่อสำรวจพบว่ามีช่องทางเดินของหนู ควรใช้ลวดตาข่าย แผ่นโลหะ คอนกรีต ปิดช่องทางเดินนั้นเสีย เพื่อไม่ให้หนูมีช่องทางเข้าสู่อาคารได้
1.3 การรวบรวมและกำจัดมูลฝอย เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถทำลายแหล่งอาหารและที่พักอาศัยของหนู นับว่ามีความสำคัญทางด้านสุขาภิบาล
1.4 การเก็บพวกอาหารแห้งต่างๆ ให้ถูกต้องและเหมาะสมให้ปลอดภัยจากหนู

2. การทำลายหนูโดยตรง มีอยู่หลายวิธี
2.1 การใช้กับดัก ที่นิยมใช้ได้แก่ กับดักแบบตีให้ตายและกับดักแบบกรง การวางกับดักหนูควรวางไว้ที่ที่หนูมาหาอาหาร ทางเดินของหนู โดยวางชิดกับฝาผนังหรือวางซ่อนตามกองอาหาร สำหรับอาหารที่ใช้เป็นเหยื่อล่อควรเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ
2.2 การใช้สารเคมี มีอยู่ 2 วิธี
การรมควัน ส่วนใหญ่มักจะใช้ทำลายหนูในรังหรือภายในบ้าน ยาเหล่านี้มีพิษร้ายแรงต่อคนมาก การใช้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
การวางยาเบื่อ ก่อนที่จะทำการเบื่อยา จะต้องคำนึงถึง
– ต้องเลือกเวลาและการควบคุมให้เหมาะสม เช่น ควรใช้ในฤดูแล้งหรือขณะที่เตรียมการเพาะปลูก เพราะว่าหนูกำลังขาดอาหาร
– ก่อนที่จะทำการวางเหยื่อล่อ ต้องมีการสำรวจสถานที่นั้นๆเสียก่อน
– อาหารในบริเวณบ้านจะต้องเก็บให้มิดชิด
– เมื่อกำจัดหนูโดยใช้ยาเบื่อแล้ว จะต้องมีการปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย เพื่อเป็นการกำจัดหนูที่ถาวร

3. การใช้สิ่งมีชีวิตช่วยควบคุม สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติที่เป็นศัตรูกับหนู เช่น สุนัข แมว งู นกเค้าแมว เหยี่ยว และพังพอน เป็นต้น เพราะในธรรมชาติจะมีการควบคุมกันเองอยู่ แต่จะให้ผลดีหรือไม่นั้นต้องมีมนุษย์ควบคุมอีกทีหนึ่ง

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.elearning.msu.ac.th/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>